นโยบายภาษีของทรัมป์และผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ 

2025-02-07

นโยบายภาษีของทรัมป์และผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ 

นโยบายภาษีของทรัมป์กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ประกาศเรียกเก็บภาษีสูงกับประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น เม็กซิโก แคนาดา สหภาพยุโรป (EU) และจีน การกระทำนี้ทำให้เกิดการพูดถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ภาษีเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนค่าเงินดอลลาร์หรืออาจทำให้มันอ่อนค่าลงหรือไม่ มาทำความเข้าใจผ่านบทความต่อไปนี้ 

ในช่วงการดำรงตำแหน่งครั้งแรก ทรัมป์ได้ตั้งภาษีสูงกับสินค้าจากจีน ซึ่งทำให้เกิดสงครามการค้าขึ้นมาอย่างเต็มรูปแบบ ขณะนี้เขาได้ใช้แนวทางที่รุนแรงยิ่งขึ้นเกี่ยวกับนโยบายภาษี ไม่เพียงแต่กับจีน แต่ยังรวมถึงเม็กซิโก แคนาดา และสหภาพยุโรป (EU) ด้วย 

  • จีน: ทรัมป์ต้องการที่จะนำภาษี 10% กลับมาใช้กับสินค้าจากจีน หรืออาจขยายภาษีเพิ่มเติมเป็นมาตรการตอบโต้ต่อนโยบายเศรษฐกิจของปักกิ่ง ก่อนหน้านี้รัฐบาลของเขาได้กำหนดภาษี 25% กับสินค้าจีนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้จีนตอบโต้ด้วยมาตรการภาษีที่คล้ายกัน 
  • เม็กซิโกและแคนาดา: ทรัมป์ได้วิจารณ์เกี่ยวกับความไม่สมดุลทางการค้ากับเม็กซิโกและแคนาดา โดยเขาได้ระบุถึงความเป็นไปได้ในการเจรจาข้อตกลง USMCA (ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ, เม็กซิโก และแคนาดา) ใหม่ หรือการตั้งภาษี 25% ใหม่เพื่อจำกัดการย้ายการผลิตข้ามพรมแดน 
  • สหภาพยุโรป: สหภาพยุโรปมักเป็นเป้าหมายของการคุกคามเรื่องภาษีจากทรัมป์ โดยเฉพาะในภาคยานยนต์และการเกษตร การยกระดับมาตรการอาจนำไปสู่การเรียกเก็บภาษีตอบโต้จากยุโรป 

ในอดีต ภาษีมีผลกระทบที่หลากหลายต่อดอลลาร์สหรัฐ ดอลลาร์มักจะแข็งค่าขึ้นเมื่อมีการกำหนดภาษี เนื่องจากภาษีจะช่วยลดการนำเข้า ซึ่งส่งผลดีต่อดุลการค้าในระยะสั้น นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนในตลาดจะผลักดันให้นักลงทุนหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัย รวมถึงดอลลาร์สหรัฐ แต่การทำสงครามการค้าที่ยืดเยื้ออาจส่งผลเสียต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงในระยะยาว นี่คือลักษณะของสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น: 

  • ดอลลาร์แข็งค่า: หากภาษีของทรัมป์ทำให้บริษัทต่างชาติผลิตสินค้ามากขึ้นในสหรัฐฯ หรือหากนักลงทุนมองว่านโยบายการค้านี้จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของอเมริกา ดอลลาร์สหรัฐอาจจะมีมูลค่าขึ้น 
  • ดอลลาร์อ่อนค่า: หากภาษีขยายตัวกลายเป็นสงครามการค้าระหว่างประเทศเศรษฐกิจใหญ่ๆ ซึ่งทำให้เกิดความวุ่นวายในห่วงโซ่อุปทานและการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง 
ผลกระทบของทรัมป์ต่อ DXY
ผลกระทบของทรัมป์ต่อ DXY

ผลกระทบทางประวัติศาสตร์จากการดำรงตำแหน่งของทรัมป์ต่อดอลลาร์สหรัฐช่วยให้เราได้เห็นภาพของสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต กราฟด้านบนแสดงถึงการเคลื่อนไหวของ DXY (ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ) หลังจากการเลือกตั้งของทรัมป์ในปี 2559 และ 2567 ในตอนแรก ดอลลาร์มีการแข็งค่าขึ้นในทั้งสองกรณี ซึ่งน่าจะเกิดจากความคาดหวังในตลาดและการคาดการณ์เกี่ยวกับนโยบายที่อาจเกิดขึ้น แต่ในปี 2559 ดอลลาร์เริ่มอ่อนค่าลงในหลายเดือนถัดมา เมื่อความตึงเครียดทางการค้าเพิ่มสูงขึ้นและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น หากประวัติศาสตร์เกิดขึ้นซ้ำ ดอลลาร์อาจเผชิญกับแรงกดดันใหม่ แม้จะมีการเพิ่มขึ้นในช่วงแรกก็ตาม 

หนึ่งในข้อกังวลหลักเกี่ยวกับภาษีคือปัญหาเงินเฟ้อ นักวิจารณ์แย้งว่าภาษีทำให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น โดยทำให้สินค้านำเข้ามีราคาแพงขึ้น อย่างไรก็ตาม การดำรงตำแหน่งครั้งแรกของทรัมป์ได้เปลี่ยนแปลงความเชื่อนี้ 

แม้จะมีสงครามการค้ายืดเยื้อกับจีนตั้งแต่ปี 2561 ถึง 2563 แต่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำ โดยอยู่ราวๆ 2% ซึ่งขัดแย้งกับความกลัวที่ว่าภาษีจะนำไปสู่เงินเฟ้อสูงโดยอัตโนมัติ เนื่องจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อมีความสำคัญในการอภิปรายทางเศรษฐกิจในตอนนี้ การกังวลเกี่ยวกับนโยบายภาษีใหม่ถูกขยายความเกินไปหรือไม่ ไม่มีใครสามารถรู้ได้ 

ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งเงินเฟ้อเป็นปัญหาหลังจากการระบาดของ COVID-19 ภาษีใหม่อาจส่งผลแตกต่างจากในอดีต อย่างไรก็ตาม ประวัติการดำเนินนโยบายของทรัมป์ก่อนหน้านี้บ่งชี้ว่าภาษีเพียงอย่างเดียวไม่ได้ก่อให้เกิดเงินเฟ้ออย่างรวดเร็ว ปัจจัยอื่นๆ เช่น นโยบายการเงินและราคาพลังงานมีบทบาทที่สำคัญมากกว่า 

ยังมีแง่มุมทางยุทธศาสตร์ในคำขู่เรื่องภาษีของทรัมป์ด้วย หรือทั้งหมดนี้อาจเป็นกลยุทธ์ในการเจรจาแทนที่จะเป็นความผิดพลาดทางเศรษฐกิจ เพราะทรัมป์เชื่อในแนวคิด “สันติภาพด้วยพลังอำนาจ” โดยใช้มาตรการทางเศรษฐกิจที่เด็ดขาดเพื่อกดดันประเทศอื่นๆ ให้ยอมรับตามข้อกำหนด 

ด้วยความไม่แน่นอน ทรัมป์อาจพยายามกดดันพันธมิตรทางการค้าให้ทำข้อตกลงที่ดีกับสหรัฐฯ ตัวอย่างเช่น แนวทางของเขากับจีนที่นำไปสู่ข้อตกลงการค้าช่วงเฟสแรกในต้นปี 2563 ซึ่งรวมถึงการที่จีนตกลงจะซื้อสินค้าจากอเมริกามากขึ้น 

หากทรัมป์ดำเนินการตามกลยุทธ์ที่คล้ายคลึงกัน ภาษีอาจเป็นแค่เครื่องมือในการเจรจาแทนที่จะเป็นนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว ในกรณีนี้ ผลกระทบต่อตลาดอาจจะเพียงชั่วคราว โดยที่ดอลลาร์สหรัฐอาจจะผันผวน แต่จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางที่สำคัญ 

ดอลลาร์สหรัฐกำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤติที่สำคัญ

เมื่อนโยบายภาษีของทรัมป์เริ่มเป็นที่กล่าวถึง ดอลลาร์สหรัฐเตรียมพบกับความผันผวน แม้ว่าภาษีอาจช่วยหนุนค่าเงินดอลลาร์ในช่วงแรกโดยการลดการขาดดุลการค้าและเสริมอำนาจทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ แต่ความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้ออาจลดความเชื่อมั่นในสกุลเงินนี้ได้ 

สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ สิ่งที่เคยเกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่านโยบายภาษีของทรัมป์อาจเกี่ยวข้องกับการสร้างสมดุลทางอำนาจมากกว่าการปกป้องเศรษฐกิจจริงๆ  ไม่ว่าภาษีเหล่านั้นจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แค่ความกลัวในเรื่องภาษีก็อาจเพียงพอที่จะทำให้ตลาดขยับ และทำให้ดอลลาร์สหรัฐกลายเป็นสกุลเงินที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด 

สำหรับนักเทรดและนักลงทุนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด การสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย และการดูว่าตลาดโลกมีปฏิกิริยาอย่างไร สิ่งที่แน่นอนคือ ไม่ว่าทรัมป์จะกลับมาประกาศภาษีหรือไม่ ดอลลาร์สหรัฐจะยังคงเป็นสกุลเงินที่สำคัญในเหตุการณ์นี้ 


การเปิดเผยความเสี่ยง 
หลักทรัพย์ ฟิวเจอร์ส CFD และผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากความผันผวนของมูลค่าและราคาของเครื่องมือทางการเงินพื้นฐาน เนื่องจากความเคลื่อนไหวของตลาดที่ไม่พึงประสงค์และคาดเดาไม่ได้ อาจเกิดการขาดทุนมากกว่าการลงทุนเริ่มต้นของท่านในระยะเวลาอันสั้น    
โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าท่านเข้าใจความเสี่ยงของการซื้อขายกับเครื่องมือทางการเงินแต่ละประเภทอย่างถ่องแท้ก่อนทำธุรกรรมกับเรา หากท่านไม่เข้าใจความเสี่ยงดังที่ได้อธิบายไว้ในนี้ ควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอิสระ 

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ   
ข้อมูลที่ปรากฏในบล็อกนี้มีไว้เพื่ออ้างอิงทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาให้เป็นคำแนะนำการลงทุน ข้อเสนอแนะ คำเชิญ หรือการเสนอขายหรือซื้อเครื่องมือทางการเงินใดๆ ทั้งนี้ไม่ได้พิจารณาถึงวัตถุประสงค์การลงทุนหรือสถานการณ์ทางการเงินเฉพาะของผู้รับข้อมูลแต่ละราย ผลการดำเนินงานในอดีตไม่สามารถเป็นตัวบ่งชี้ที่เชื่อถือได้สำหรับผลการดำเนินงานในอนาคต Doo Prime และบริษัทในเครือไม่ให้การรับรองหรือรับประกันใดๆ เกี่ยวกับความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลนี้ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียหรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากการใช้ข้อมูลนี้หรือลงทุนตามข้อมูลดังกล่าว  
กลยุทธ์ที่กล่าวถึงข้างต้นสะท้อนถึงความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญและมีไว้เพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่ควรใช้หรือพิจารณาเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจซื้อขายหรือคำเชิญชวนให้เข้าทำธุรกรรมใดๆ Doo Prime ไม่รับรองความถูกต้องหรือความครบถ้วนของรายงานนี้และปฏิเสธความรับผิดใดๆ ต่อความเสียหายที่เป็นผลมาจากการใช้รายงานนี้ คุณไม่ควรพึ่งพารายงานนี้แต่เพียงอย่างเดียวเพื่อทดแทนการตัดสินใจของคุณเอง ตลาดมีความเสี่ยงเสมอ และการลงทุนควรใช้ความระมัดระวัง 

วิเคราะห์ตลาดเชิงลึกIconBrandElement

article-thumbnail

2025-03-24 | วิเคราะห์ตลาดเชิงลึก

ราคาน้ำมันจะไปทางไหน? ข้อตกลงรัสเซีย-ยูเครนส่งผลอย่างไร?

ข่าวการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครนกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง และตลาดโลกก็กำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตลาดน้ำมัน ตั้งแต่สงครามเริ่มต้นในปี 2022 ราคาน้ำมันมีความผันผวนอย่างหนัก  ทำให้เคยพุ่งขึ้นเกือบ 50% แตะระดับสูงกว่า $120 ต่อบาร์เรลในช่วงหนึ่ง สงครามทำให้ซัพพลายทั่วโลกหยุดชะงัก เกิดมาตรการคว่ำบาตรและส่งแรงกดดันต่อตลาดพลังงานทั่วโลก แต่ตอนนี้เมื่อมีสัญญาณของข้อตกลงสันติภาพ ราคาน้ำมันอาจเผชิญกับบททดสอบครั้งใหม่ ราคาจะร่วงลงเมื่อความกังวลด้านอุปทานคลี่คลาย? หรือจะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอีกครั้ง?  ติดตามบทวิเคราะห์เชิงลึกว่าข้อตกลงครั้งนี้อาจเปลี่ยนทิศทางของตลาดน้ำมันอย่างไร  ทำไมราคาน้ำมันช่วงนี้ถึงผันผวน  ข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครนอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดน้ำมันโลก โดยเฉพาะในด้านอุปทาน การค้า และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์  🔹 อุปทานน้ำมันจากรัสเซียอาจเพิ่มขึ้น: มาตรการคว่ำบาตรที่ผ่านมาได้จำกัดการส่งออกของรัสเซีย ทำให้ต้องขายน้ำมันในราคาต่ำ หากมีข้อตกลงสันติภาพ ข้อจำกัดเหล่านี้อาจผ่อนคลาย ส่งผลให้รัสเซียสามารถส่งออกน้ำมันกลับเข้าสู่ตลาดโลกได้มากขึ้น  🔹 ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์อาจลดลง: ตลอดสงคราม ความไม่แน่นอนได้ส่งผลให้ตลาดมีการตั้งราคาที่รวม “ค่าความเสี่ยง” เอาไว้ หากสงครามสิ้นสุดลง ความเสี่ยงนี้ก็จะหายไป ซึ่งอาจกดดันราคาน้ำมันให้ลดลง  🔹 ท่าทีของ OPEC+ ยังไม่แน่นอน: รัสเซียเป็นสมาชิกหลักของกลุ่ม OPEC+ การเปลี่ยนแปลงในกลยุทธ์การผลิตของรัสเซียหลังจากมีข้อตกลงสันติภาพ อาจส่งผลกระทบต่อแผนการผลิตของทั้งกลุ่ม  หากอุปทานน้ำมันเพิ่มขึ้น แต่ความต้องการยังคงเท่าเดิม ราคาน้ำมันก็มีโอกาสปรับตัวลดลง แต่ในโลกของตลาดพลังงาน ทุกอย่างมักไม่ง่ายขนาดนั้น  ผลกระทบราคาน้ำมันจากข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครน  ข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครนอาจนำมาซึ่งเสถียรภาพในตลาดน้ำมันโลก หากความตึงเครียดคลี่คลายและมาตรการคว่ำบาตรถูกยกเลิก […]

article-thumbnail

2025-03-14 | วิเคราะห์ตลาดเชิงลึก

ปี 2025 เศรษฐกิจถดถอย ? ทำไมดอลลาร์ถึงสำคัญและเราควรรู้  

คำถามใหญ่ในตลาดตอนนี้คือ ใกล้ถึงภาวะเสรษฐกิจถดถอยแล้วหรือยัง? เพื่อจะตอบคำถามนี้ได้อย่างดีนักลงทุนทั้งหลายต้องคอยจับตาดูเงินดอลลาร์สหรัฐอย่างใกล้ชิด ในขณะที่ตลาดส่งสัญญาณว่า “ปี 2025 เศรษฐกิจถดถอย”  แต่เงินดอลลาร์กลับไม่เป็นเหมือนที่คาดไว้ แทนที่จะเป็นเหมือนที่ปลอดภัยแบบก่อนๆ แต่กลับอ่อนค่าลงมาก ดัชนีค่าเงินดอลลาร์เพิ่งแตะระดับจุดต่ำสุดมาตั้งแต่พฤศจิกายน 2567 การเดิมพันอัตราดอกเบี้ยกำลังเพิ่มสูงขึ้น และตอนนี้เฟด (Fed) ก็เป็นห่วงอนาคตของดอลลาร์เช่นกัน  “ฉันเป็นกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับปัจจัยที่อาจคุกคามเงินสำรองของดอลลาร์สหรัฐ”  Fed’s Harker ได้กล่าวไว้   แล้วอะไรหละที่อยู่เบื้องหลังของการร่วงของเงินดอลลาร์ และมีความหมายต่อนักเทรดและนักลงทุนอย่างไร?   นโยบายทรัมป์และเศรฐกิจถดถอยปี 2025   ต่อให้รักหรือเกลียดทรัมป์แค่ไหน แต่ก็ต้องยอมรับว่าปัจจุบันจากนโยบายของรัฐบาลชุดนี้มีผกระทบต่อตลาดและเป็นส่วนที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง    นโยบายการคลังที่ต่างจากวาระแรก ในวาระที่สองนี้ ทรัมป์มุ่งเน้นไปที่การลดการใช้จ่ายของรัฐบาลและการลดการขาดดุลงบประมาณ แม้ว่าสิ่งนี้อาจเป็นผลดีต่อความยั่งยืนของหนี้ระยะยาว แต่ก็สร้างความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ นักลงทุนจึงเริ่มปรับพอร์ต หันออกจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ คาดการณ์ถึงการเปลี่ยนแปลงในนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ  การปรับลดอัตราดอกเบี้ย การคาดการณ์ว่าเฟด (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเชิงรุกกำลังกดดันค่าเงินดอลลาร์ เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง ผลตอบแทนจากการถือครองเงินดอลลาร์ก็ลดลงตาม ทำให้เงินดอลลาร์ไม่น่าสนใจเทียบกับสกุลเงินอื่น  ความตึงเครียดทางการค้า แนวคิด “America First” ของทรัมป์กลับมาอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดทั่วโลกเตรียมรับมือกับมาตรการกำแพงภาษีใหม่และสงครามการค้าครั้งใหม่ ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้นักลงทุนเริ่มมองหาสินทรัพย์อื่น   ทำไมเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และสิ่งนี้หมายถึงอะไร?   โดยปกติแล้ว เมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย นักลงทุน […]

article-thumbnail

2025-03-06 | วิเคราะห์ตลาดเชิงลึก

ดัชนี Fear & Greed แตะระดับ‘กลัวถึงขีดสุด’ นักลงทุนต้องทำไง?

Fear & Greed Index จาก CNN หรือเรียกอีกชื่อว่า ดัชนีแห่งความกลัวและโลภ เพิ่งแตะระดับ “Extreme Fear” หรือกลัวถึงขีดสุด ส่งผลให้นักลงทุนกำลังอยู่ในโหมดเทขายเต็มตัว ความต้องการเสี่ยงหายไป หุ้นและคริปโตตกลงอย่างต่อเนื่อง เงินทุนไหลออกอย่างรวดเร็ว หากคุณอยู่ในตลาดมานานมากพอ จะเข้าใจว่าสิ่งนี้หมายถึงอะไร  ดัชนีแห่งความกลัวและโลภ (Fear & Greed Index) คือเครื่องมือที่ใช้วัดอารมณ์ของตลาดว่าตอนนี้อยู่ในสถาการณ์แบบไหน ซึ่งตอนนี้ถึงจุดที่ความกลัว (Extreme Fear) ที่เข้าครอบงำตลาด แต่มักจะเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนครั้งใหญ่ แต่คำถามถัดไปคือจังหวะไหนที่ควรจะเข้า? เรามาลองวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดแรงเทขาย และแหล่งเงินมหาศาลจะไปรออยู่ตรงไหน อะไรที่ทำให้ตลาดผันผวนหนัก?   เรียกว่านี่ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่คือมรสุมอย่างหนัก  “ทอง” ยังเป็นสินทรัพย์เดียวที่ยังแข็งแกร่ง   ท่ามกลางความปั่นป่วนนี้ ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง  นักลงทุนกำลังหนีเข้าสู่ความปลอดภัย ราคาทองพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และกองทุน ETF ทองคำมียอดไหลเข้าทะลุ 4.38 พันล้านดอลลาร์ ทำไมกัน? เพราะเวลาที่ตลาดตื่นกระหนก หรือปันผวนแบบนี้ สินทรัพย์ปลอดภันอย่างทองก็จะพุ่งสูงขึ้น เมื่อเงินไหลออกจากหุ้นและคริปโต ทองก็จะเปรียบเสมือนฟองน้ำที่ดูดซับเงินเหล่านั้นเอาไว้ และนี่ไม่ใช่แค่การหลบไปยังจุดปลอดภัย […]